หน้าแรก - Insureonline ประกันออนไลน์

ค่าใช้จ่ายครั้งสุดท้ายใช้เงินเท่าไร ค่ารักษาพยาบาลแพงแค่ไหน ถ้าจ่ายเบี้ยประกันเพียงเล็กน้อย ได้สร้างเงินก้อนใหญ่ให้ครอบครัวดีไหมเอ่ย ?

ให้คำปรึกษาผ่านโปรแกรม Zoom

ให้คำปรึกษาผ่านโปรแกรม Zoom

หน้าแรก

การบริหารความเสี่ยง & การวางแผนประกัน
ความเสี่ยง หมายถึง ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้
         เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น มีผลกระทบทางลบต่อสุขภาพ ชีวิต ทรัพยสิน นำไปสู่การสูญเสียรายได้ หรือความสามารถในการหารายได้ของบุคคล มีรายจ่ายที่สูงขึ้น 
      การบริหารความเสี่ยงที่ดี เช่น จัดซื้อกรมธรรม์ เป็นการประกันเพื่อปกป้องคุ้มครองชีวิตหากหัวหน้าครอบครัวต้องจากไป

      การซื้อกรมธรรม์คุ้มครองบ้าน ในกรณีเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ น้ำท่วม หรือกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ เพื่อป้องกันค่าซ่อมรถในกรณีเกิดอุบัติเหตุ การซื้อประกันสุขภาพ เพื่อคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น แบ่งเป็น 2 ประเภท
1.ความเสี่ยงแบบสุ่ม (Speculative Risk)
2.ความเสี่ยงที่แท้จริง (Pure Risk)
   ความเสี่ยงแบบสุ่ม เป็นความเสี่ยงที่เกิดผลลัพธ์ได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ เช่น ลงทุนซื้อทองคำเพื่อเก็งกำไร ผลลัพธ์ที่ได้ มีทั้งกำไร ขาดทุน หรือเท่าทุนจากการเก็งกำไร

   ความเสี่ยงที่แท้จริง โอกาสของผลลัพธ์ที่ส่อเค้าสูญเสียเพียงด้านเดียว โดยจะไม่เห็นโอกาสของผลลัพธ์ด้านบวกอยู่เลย เช่น การใช้รถยนต์ในแต่ละวัน มีโอกาสจะเกิดอุบัติเหตุชนกับรถคันอื่นได้รับความเสียหาย เป็นต้น

   ***ความเสี่ยงอย่างแท้จริง เป็นความเสี่ยงประเภทเดียวที่บริษัทประกันคำนึงถึง ***

หลักการวางแผนทางการเงินสากล ภาพนี้อธิบายได้ดีที่สุด
แบ่งสามเหลี่ยมออกมาเป็น 3 ระดับ ส่วนฐานล่างต้องสร้างให้มีความมั่นคงทางการเงิน เริ่มจากความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการใช้ชีวิต อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค เดี๋ยวนี้เราจะต้องนึกถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเป็นปัจจัยที่ 5 ปัจจัยที่ 6,7,8 >>> ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ โทรศัพท์มือถือ ไอแพท แท๊บเล๊ต ฯลฯ ที่สำคัญมากๆสำหรับการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีความคล่องตัวตลอดเวลา ต้องมีเงินสำรองฉุกเฉิน 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน บางคนบอกว่า โอ้โห มันจะมากเกินไปหรือเปล่า มาลองคิดกันดูนะ....จู่ๆ เกิดตกงานขึ้นมา กว่าจะหางานใหม่ได้ น่าจะใช้เวลากี่เดือนกันล่ะ ถ้ามีรายได้จากหลายทาง สำรองไว้เพียง 3-4 เดือนก็ได้ แต่ถ้ามีรายได้ทางเดียว 6 เดือนนั่นแหละ เหมาะสมสุดๆ นี่เขาว่าตามหลักสากลนะครับ
และที่สำคัญ อีกทั้งสำคัญมากๆ แต่ถูกมองข้ามไปก็คือ การวางแผนโอนย้ายความเสี่ยง เช่นการประกันทรัพย์สิน ลองยกตัวอย่างง่ายๆนิดนึง หากเราเป็นเจ้าของโรงงาน ทำประกันไฟไว้ 10 ล้านจากมูลค่าโรงงาน 15 ล้าน หากวันหนึ่งเกิดไฟฟ้าลัดวงจรขึ้นมา ไฟไหม้ไปส่วนหนึ่งเสียหายเป็นมูลค่า 5 ล้าน บริษัทประกันก็มาชดใช้ค่าเสียหายตามที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินมูลค่าทุนประกันที่ทำไว้ ....ถ้าเจ้าของโรงงานคนนี้ไม่มีประกันไฟเล่าครับ เท่ากับว่าเขาต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด เพราะความชาญฉลาดที่เจ้าของโรงงานโอนย้ายความเสี่ยงไปให้บริษัทประกันดูแล เพียงแค่จ่ายเบี้ยประกันส่วนน้อย เพื่อคุ้มครองความเสียหายส่วนมากที่อาจมีขึ้นในอนาคต ประกันรถยนต์ ประกันกล้องถ่ายรูป ประกันอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ประกันเครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ที่เราต้องทำเพราะเรากำลังโอนย้ายความเสี่ยงในอนาคตให้บริษัทที่รับประกันเสนอความคุ้มครองให้กับเรามีความพอใจที่จะซื้อประกันนั้นๆ .....แปลกไหมครับ พอเราถูกชวนให้ทำประกันสุขภาพ ทำประกันชีวิต เรามีความรู้สึกว่า สุขภาพของเรายังดี เรามีความแข็งแรง เรายังไม่เคยป่วย ทำไปทำไม เสียดายเงิน ไว้อายุเยอะกว่านี้ค่อยมาว่ากัน ....ที่จริงชีวิตของพวกเราทุกคนปรารถนาสร้างความมั่งคั่งกันทั้งนั้น ยกตัวอย่างเรามีตุ่มน้ำที่ตั้งใจจะเก็บน้ำไว้ใช้ยามหน้าแล้ง บ่อยครั้งที่เราเพียรตักน้ำใส่ไว้ในตุ่ม วันหนึ่งเราสังเกตุว่าตุ่มน้ำมีรอยรั่วซึม น้ำค่อยๆไหลรินออกเรื่อยๆ มีคำถามว่า เราจะไปตักน้ำมาใส่ตุ่มเพิ่มขึ้น หรือหาทางอุดรอยรั่วกันก่อนดีครับ แน่นอนว่า ทุกคนก็ต้องตอบเหมือนกัน อุดรอยรั่วก่อนๆๆ ...ใช่แล้วครับ การรู้จักการโอนย้ายความเสี่ยง ให้เรียบร้อย แล้วค่อยมาสร้างความมั่งคั่งในลำดับที่สองกันต่อไป ....





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น